ประเทศอินโดนิเซีย
2
1
ชื่อทางการ : สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)
ที่ตั้ง : เป็นประเทศหมู่เกาะที่ประกอบด้วยเกาะจำนวนทั้งสิ้น 7,107 เกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากเอเชียแผ่นดินใหญ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 100 กม. และมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นประเทศเพียงหนึ่งเดียวที่มีพรมแดนทางทะเลที่ติดต่อระหว่างกันยาวมากที่ สุดในโลก
- ทิศตะวันตกและทิศเหนือติดกับทะเลจีนใต้
- ทิศตะวันออกและทิศใต้ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก
- อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 1,800 กิโลเมตร
พื้นที่ : 298,170 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 3 ใน 5 ของประเทศไทย)
เมืองหลวง : กรุงมะนิลา (Manila)
ประชากร : 88.7 ล้านคน (พ.ศ.2550)
ภูมิอากาศ : มรสุมเขตร้อน ได้รับความชุ่มชื้นจากลมมรสุมทั้ง 2 ฤดู ได้รับฝนจากลมพายุไต้ฝุ่น และดีเปรสชั่น บริเวณที่ฝนตกมากที่สุด คือ เมืองบาเกียว เป็นเมืองที่ฝนตกมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาษา : มีการใช้ภาษามากกว่า 170 ภาษา โดยส่วนมากเกือบทั้งหมดนั้นเป็นตระกูลภาษาย่อยมาลาโย-โปลินีเซียนตะวันตก แต่ในปี พ.ศ. 2530 รัฐธรรมนูญได้ระบุให้ภาษาฟิลิปิโน (Filipino) และภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ ส่วนภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ที่ใช้กันมากในประเทศฟิลิปปินส์มีทั้งหมด 8 ภาษา ได้แก่ ภาษาสเปน ภาษาจีนฮกเกี้ยน ภาษาจีนแต้จิ๋ว ภาษาอินโดนีเซีย ภาษาซินด์ ภาษาปัญจาบ ภาษาเกาหลี และภาษาอาหรับ โดยฟิลิปปินส์นั้น มีภาษาประจำชาติคือ ภาษาตากาล็อก
ศาสนา : ร้อยละ 92 ของชาวฟิลิปปินส์ทั้งหมดนับถือศาสนาคริสต์ โดยร้อยละ 83 นับถือนิกายโรมันคาทอลิก และร้อยละ 9 เป็นนิกายโปรเตสแตนต์ มุสลิมร้อยละ 5 พุทธและอื่น ๆ ร้อยละ 3
สกุลเงิน : เปโซ (Peso : PHP)
อัตราแลกเปลี่ยนประมาณ (ซื้อ) 0.72 บาท/ 1 เปโซ (ขาย) 0.75 บาท/ 1 เปโซ (มกราคม 2552)
ระบอบการปกครอง : ประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีเป็นประมุขและหัวหน้าฝ่ายบริหาร (วาระ ๖ ปี)
* ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นายเบนิกโน อาคีโน ซึ่งได้รับการรับรองให้เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งเมื่อ 2552
18
การเมืองการปกครอง
 
1. การเมืองการปกครอง
1.1 ฟิลิปปินส์ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในรูปแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 1 วาระ วุฒิสภามีสมาชิก 24 คน มาจากการเลือกตั้งจากผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ (nationwide – elected) มีวาระ 6 ปี และรัฐบาลจะจัดให้มีการเลือกตั้งวุฒิสภาจำนวนครึ่งหนึ่ง (12 คน) ทุก 3 ปี

1.2 ฟิลิปปินส์แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 17 เขต (region) 80 จังหวัด (province) และ 120 เมือง (city) โดยแบ่งการปกครองย่อยออกเป็น 1,499 เทศบาล (municipality) และ 41,969 บารังไก (barangay) ซึ่งเทียบเท่าตำบลหรือหมู่บ้าน

1.3 ฟิลิปปินส์จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนท้องถิ่น ทั่วประเทศ รวม 17,996 ตำแหน่งในคราวเดียวกัน เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 มีผู้ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งหมด 50.7 ล้านคน ในจำนวนนี้ มีผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ประมาณ 38 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 75 ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด โดยนายเบนิกโน เอส อาคีโน ที่สาม (Benigno S. Aquino III) ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีจากพรรค Liberal (LP) และนายเจโจมาร์ บิไน (Jejomar Binay) อดีตนายกเทศมนตรีเมืองมากาติ (Makati) ได้รับเลือกตั้งเป็นรอง ประธานา ธิบดี

1.4 รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดี อาคีโน ที่สาม มุ่งให้ความสำคัญกับการปฏิรูป ระบบบริหารประเทศเพื่อปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงและขจัด ความยากจน จึงได้รับความนิยม จากประชาชนและมีสถานะความมั่นคงทางการเมืองสูง ทั้งนี้ รัฐบาลมีมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ การสร้างมาตรฐานกฎระเบียบด้านงบประมาณ การปรับปรุงระบบ ข้าราชการ พลเรือน และการปรับปรุงระบบการศึกษา ส่วนประเด็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐบาลฟิลิปปินส์เน้นการส่งเสริมความร่วมมือใน ประเด็นท้าทายต่าง ๆ เช่น การก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ การระบาดของโรคติดต่อ การฟื้นฟูสภาพ เศรษฐกิจ และการสร้างพลังประชาคม ระหว่างประเทศ ในทุกภาคส่วนเพื่อบรรลุเป้าหมายการ พัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals – MDG) ภายในปี 2558

1
2
6
4
5
เศรษฐกิจการค้า
 
2. เศรษฐกิจ
2.1 ฟิลิปปินส์มีระบบเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกับไทย กล่าวคือ เป็นประเทศเกษตรกรรม ประชากร
ร้อยละ 60 ประกอบอาชีพเกษตรกร อย่างไรก็ดี สภาพภูมิประเทศที่เป็นหมู่เกาะส่งผลให้พื้นที่
เพาะปลูกมีน้อย โดยส่วนใหญ่ จะอยู่บริเวณที่ราบต่ำและเนินเขาที่ปรับให้เป็นขั้นบันไดในบริเวณ
เกาะลูซอน ขณะเดียวกันประชากร ฟิลิปปินส์ ส่วนใหญ่นิยมประกอบอาชีพในต่างประเทศ ฟิลิปปินส์จึงพึ่งพารายได้จากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ เพื่อ การพัฒนาประเทศเป็นส่วนใหญ่

2.2 รัฐบาลภายใต้การบริหารงานด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีอาคีโน ที่สาม เน้นนโยบายสร้างวินัยทางการคลัง โดยการบริหารงบประมาณแบบสมดุล (zero - budgeting policy) เพื่อแก้ไขภาวะงบประมาณขาดดุล อันเป็นปัญหา สืบเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน ในปี 2553 รัฐบาลได้ กำหนดงบ ประมาณขาดดุลอัตราร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ (GDP) หรือประมาณ 625 พันล้านเปโซ เนื่องจากความจำเป็นในการจัดสรรงบประมาณเพื่อเร่งพัฒนา โครงสร้างสาธารณูปโภค และอัดฉีดเม็ดเงินให้กับ ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายในประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนโดย สนับสนุนการสร้างกลไกความเป็น หุ้นส่วนระหว่างภาครัฐ - เอกชน (public - private partnerships) และเร่งแก้ไขกฎหมายและกฎ ระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของ ต่างชาติ ผลักดันกฎหมาย ป้องกันการผูกขาด (anti - trust law) เพื่อส่งเสริมการแข่งขันอย่างเท่าเทียม รวมทั้งให้ความสำคัญ กับการส่งเสริมการลงทุนในสาขา สาธารณูปโภค การท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เหมืองแร่ และเกษตรกรรม

2.3 ในปี 2553 การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของฟิลิปปินส์ อยู่ที่อัตราร้อยละ 7.3
เนื่องจาก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2553 การใช้จ่ายในการรณรงค์ หาเสียง เลือกตั้ง ประธานาธิบดีเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 รวมทั้งปัจจัยเชิงบวกด้านอื่น ๆ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของ เงินโอน จากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ การขยายตัวของภาคการส่งออก การขยายตัวของการบริโภค ภายใน ประเทศ การเพิ่มขึ้นของปริมาณการลงทุน และเศรษฐกิจมหภาค มีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายให้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเติบโต ในอัตราร้อยละ 7 – 8 ตลอดวาระ การบริหารงาน (ปี 2553 – 2560) อย่างไรก็ดีนักลงทุนต่างชาติ มีความกังวลต่อปัญหา/ อุปสรรคอื่น ๆ ในการลงทุนในฟิลิปปินส์ เช่น ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ในระยะยาว ระบบ สาธารณูปโภคขาดคุณภาพและ ค่าใช้จ่ายสูง

3. นโยบายต่างประเทศ
3.1 นโยบายต่างประเทศของฟิลิปปินส์อยู่บนพื้นฐานของนโยบายหลัก 3 ด้าน คือ (1) ด้านความมั่นคง
(2) ด้านเศรษฐกิจ และ (3) ด้านแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ (Overseas Filipinos Workers)
โดยเน้นการ สร้างความสมดุลระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติกับการเป็นสมาชิกที่ดีของประชาคม ระหว่าง ประเทศ และยังคง ห้ความสำคัญกับการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศสมาชิกอาเซียน

3.2 ฟิลิปปินส์มีความใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา เนื่องด้วยความเกี่ยวพันทางประวัติศาสตร์ ความเป็น พันธมิตร ด้านความมั่นคง และสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด ในระหว่างการเยือน สหรัฐอเมริกา ของ ประธานาธิบดีอาคีโน ที่สาม เมื่อเดือนกันยายน 2553 รัฐบาลฟิลิปปินส์ประสบ ผลสำเร็จ ในการ ดึงดูดการ ลงทุนและเงินช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา โดยสหรัฐอเมริกาพร้อมจะ สนับสนุนนโยบาย แห่งชาติ ของฟิลิปปินส์ ในทุกมิติ ในการนี้ ฟิลิปปินส์ได้ลงนามความตกลง Millennium Challenge Account (MCA) มูลค่า 434 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งความตกลงดังกล่าว อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ ความ ร่วมมือแห่งความท้าทายแห่ง สหัสวรรษ (Millennium Challenge Corporation – MCC) โดยเป็นเงินทุนจาก สหรัฐอเมริกาที่สนับสนุน ประเทศ ที่ยากจนเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจนและ พัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังได้แสดง ความสนใจที่จะเพิ่มพลวัตร และแรงขับ เคลื่อนทาง การค้ากับ สหรัฐอเมริกา โดยการเข้าร่วมการเจรจา ความตกลง ว่าด้วยการค้าเสรีในกรอบ Trans – Pacific Economic Partnership

3.3 ฟิลิปปินส์มีความสัมพันธ์ในระดับดีกับนานาประเทศ อาทิ
(1) กับญี่ปุ่นในฐานะประเทศที่ให้ความ ช่วยเหลือ ทางการเงินที่ใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์และเป็น ประเทศผู้บริจาคราย สำคัญต่อการพัฒนาใน มินดาเนา
(2) กับจีนในฐานะประเทศคู่ค้าและผู้ลงทุนที่สำคัญ และ (3) กับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน และเยเมน ซึ่งเป็นตลาดแรงงานสำคัญของฟิลิปปินส์และ แหล่งทุนสำหรับ การพัฒนา ในมินดาเนา ตลอดจนมีศักยภาพที่จะสนับสนุนฟิลิปปินส์ในการเข้า เป็นประเทศ ผู้สังเกตการณ์ในองค์การกา ร ประชุมอิสลาม (Organization of the Islamic Conference – OIC)

3.4 ฟิลิปปินส์ส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
(1) การร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มแนวร่วม
ปลดปล่อย อิสลามโมโร (Moro Islamic Liberation Front – MILF) และกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อย แห่งชาติโมโร (Moro National Liberation Front – MNLF)
(2) การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับ รัฐมนตรีกลุ่ม NAM วาระพิเศษว่าด้วยเรื่อง Interfaith Dialogue และความร่วมมือเพื่อสันติภาพและ การพัฒนา (Special Non-Aligned Movement Ministerial Meeting - SNAMM) เมื่อเดือนมีนาคม 2553 ซึ่งมีการรับรองปฏิญญา มะนิลาเกี่ยวกับหลักสำคัญในการบรรลุผล ด้านสันติภาพและ การพัฒนาโดยใช้ Interfaith Dialogue
(3) การเป็นประธานการประชุมทบทวนไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
(2010 Review Conference of Non-Proliferation of Nuclear Weapon – NPT) ซึ่งสาระสำคัญเกี่ยวกับ การลดและไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ และการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทาง สันติจำนวน 64 ข้อ ได้รับการ บรรจุไว้ในรายงานสุดท้ายของการประชุมดังกล่าว
(4) การส่งกองกำลังฟิลิปปินส์เข้าร่วมภารกิจรักษา สันติภาพของสหประชาชาติ และ
(5) การมีบทบาทที่แข็งขันในกรอบอาเซียน อาทิ บทบาทในฐานะ ประเทศผู้ประสานงานการเจรจา ระหว่างอาเซียน – สหรัฐอเมริกา การส่งเสริมการจัดทำแนวทางปฏิบัติ ในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct in South China Sea) รวมทั้งการสนับสนุนการทำงานของ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยขน ิอาเซียน
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสาธารณรัฐฟิลิปปินส์
 
1. ความสัมพันธ์ทั่วไป
1.1 การทูต
- ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2492 เอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลาคนปัจจุบัน คือ นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ละมีหน่วยงานในสถานเอกอัครราชทูตฯ
ได้แก่ สำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และสำนักงานกงสุล
กิตติมศักดิ์ไทย ณ เมืองเซบู เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำ ประเทศไทย คนปัจจุบันคือ นางลิงลีไง เอฟ ลาคันลาเล
- ความสัมพันธ์ทวิภาคีไทยกับฟิลิปปินส์ดำเนินไปอย่างราบรื่นและใกล้ชิดมานาน เป็นประเทศร่วมก่อตั้ง องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia Treaty Organization - SEATO) และอาเซียน และเป็นแนวร่วมในอาเซียนและเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากมีทัศนคติและแนวคิด คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านประชาธิปไตยและการส่งเสริม สิทธิมนุษยชน มีกลไกความสัมพันธ์ ทวิภาคี ได้แก่ คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วย ความร่วมมือ ทวิภาคี (Joint Commission on Bilateral Cooperation – JCBC) ตั้งเมื่อปี 2536 โดยมี รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศของ ทั้งสองฝ่ายเป็นประธานร่วม ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการ ประชุม JCBC ครั้งที่ 4 (ครั้งหลังสุด) เมื่อวันที่ 25 – 26 มีนาคม 2550 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ ปรับรูปแบบการประชุมโดยให้จัดการประชุมเป็น ประจำ ทุก 2 ปี โดยเป็นการ ประชุมระดับ เจ้าหน้าที่ ี่อาวุโสแล้วตามด้วยการประชุมระดับรัฐมนตรีใน ลักษณะไม่เป็นทางการ (Retreat) ฝ่ายฟิลิปปินส์มี กำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JCBC ครั้งที่ 5 ซึ่งในชั้นนี้ ฟิลิปปินส์เสนอจะจัดการประชุม ดังกล่าวในปี 2555
- ในปี 2552 ไทยกับฟิลิปปินส์ได้ครบรอบ 60 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยมีการ
จัดกิจกรรม ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมฉลองโอกาสดังกล่าว อาทิ นิทรรศการศิลปะ การแสดงทาง วัฒนธรรม การแลกเปลี่ยน ผู้เชี่ยวชาญการอนุรักษ์โบราณสถานและการจัดเทศกาลภาพยนตร์

1.2 เศรษฐกิจ
1.2.1 การค้า
- การค้าระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ระหว่างปี 2545 – 2554 เติบโตค่อนข้างดีสม่ำเสมอ ในปี 2554
ฟิลิปปินส์เป็น คู่ค้าลำดับ ที่ 5 ของไทยในอาเซียน และลำดับที่ 17 ในโลก มีมูลค่าการค้ารวม 7,343 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 1.12 ไทยส่งออกไปฟิลิปปินส์ 4,641 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยนำเข้าจากฟิลิปปินส์ 2,702 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็น ฝ่ายได้ดุลการค้า 1,939 ล้านดอลลาร์
สหรัฐ ในขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 ของฟิลิปปินส์ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์ และลำดับที่ 7 ของฟิลิปปินส์ในโลก โดยฟิลิปปินส์ส่งออกไปไทยเป็นลำดับที่ 9 และนำเข้าจากไทยเป็นลำดับที่ 8 ของโลก ทั้งนี้ ไทยมักจะเป็นฝ่าย ได้ดุลการค้ากับ ฟิลิปปินส์เป็นส่วนใหญ่ ปัญหาทางการค้าที่ภาค เอกชนไทยประสบ ได้แก่
(1) การถูกเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อน (2) ปัญหาการทุ่มตลาดสินค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้านำเข้าจากจีน
(3) สายการบินต้องเสียภาษีสูงกว่าสายการบินฟิลิปปินส์และถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่าย เพิ่มเติม ในการใช้บริการ ท่าอากาศยานมะนิลา
(4) การมีกฎระเบียบและข้อกำหนดด้านสุขอนามัยและ โรคเกี่ยวกับพืชที่เข้มงวด และ
(5) การห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกสดและแช่แข็งจากไทยตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2547 จนถึง ปัจจุบัน ยัง ไม่มีการยกเลิก

1.2.2 การลงทุน
- ในปี 2553 ไทยลงทุนในฟิลิปปินส์เป็นอันดับที่ 18 (อันดับที่ 3 ในอาเซียน) ภาคเอกชนไทย ที่ลงทุนใน
ฟิลิปปินส์ ได้แก่ เครือโรงแรมดุสิตธานี โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
เครืออิตัลไทย เครือซิเมนต์ไทย เครือเจริญโภคภัณฑ์ และธนาคารกรุงเทพ ในขณะที่ฟิลิปปินส์ลงทุน ในไทย เป็นลำดับที่ 5 ของอาเซียน และในปี 2552 ได้รับอนุมัติโครงการจากคณะกรรมการ ส่งเสริม การลงทุน (BOI) จำนวน 2 โครงการ ภาคเอกชนฟิลิปปินส์ที่ลงทุนในไทยส่วนใหญ่เป็นสาขาอุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่บริษัท Universal Robina (ขนมขบเคี้ยว) San Miguel (เบียร์) และบริษัท Thai Liwayway Food Industries (ขนมขบเคี้ยวยี่ห้อรินบี้และเครื่องดื่ม) ในปี 2553 มีโครงการจากฟิลิปปินส์ ได้รับใบประกาศอนุมัติ ส่งเสริมการลงทุน (Promotion Certificate Issue) จากสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน 1 โครงการ คือ กิจการโรงงานผลิตปุ๋ยชีวภาพ
- ฟิลิปปินส์มีปัจจัยบวกที่ดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนไทยและต่างชาติ เช่น บุคลากรใช้ภาษาอังกฤษ
ได้ดี เป็นมิตร และตลาดภายในประเทศมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เนื่องจากมีจำนวนประชากรมาก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านการค้าการลงทุนที่ภาคเอกชนไทยประสบได้แก่
(1) การถูกเรียกเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน และไม่เป็นธรรม
(2) ปัญหาการทุ่มตลาดสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้านำเข้าจากจีนและเวียดนาม
(3) การมีกฎระเบียบและข้อกำหนดด้าน สุขอนามัย และโรคเกี่ยวกับพืชที่เข้มงวด
(4) การห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ สัตว์ปีกสดและแช่แข็ง จากไทยตั้งแต่ 23 มกราคม 2547 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการยกเลิก
(5) ปัญหาในการ ดำเนินธุรกิจและขยายกิจการ เช่น ปัญหาในการหาที่ดินที่เหมาะสม เพื่อประกอบ ธุรกิจ และ การครอบครองที่ดิน มีขั้นตอนที่ซับซ้อน และระบบขั้นตอนทางราชการที่ล่าช้า ค่าสาธารณูปโภคสูง การขาดความต่อเนื่องเชิง นโยบายและเสถียรภาพทางการเมือง และปัญหา การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง

1.2.3 การท่องเที่ยว
- ในปี 2554 มีนักท่องเที่ยวชาวฟิลิปปินส์มาไทย จำนวน 271,903 คน และนักท่องเที่ยวไทยไป ฟิลิปปินส์ ประมาณ 20,000 คน ปัจจุบัน มีชาวไทยอาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์ประมาณ 650 คน รัฐบาลไทยและรัฐบาลฟิลิปปินส์ เห็นพ้อง ที่จะกระชับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยให้มีการ แลกเปลี่ยนการเยือนของผู้บริหารระดับสูง การจับคู่ทางธุรกิจ และการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ ด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยม ีศักยภาพ อาทิ การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วม ของประชาชนในท้องถิ่น และการ จัดทำโครงการจุดหมายปลายทางร่วมด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ (Thailand-Philippines Tourist Package) เนื่องจากทั้งสองประเทศมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ที่สวยงาม และเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของ อาเซียนในภาพ รวมอีกด้วย
2. ความตกลงที่สำคัญกับไทย
ความตกลงที่ลงนามไปแล้ว
2.1 ความตกลงว่าด้วยความช่วยเหลือทางทหาร (ลงนามเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2490)
2.2 สนธิสัญญาไมตรีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฟิลิปปินส์
(ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2492)
2.3 ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่าด้วย บริการ เดินอากาศ ระหว่างอาณาเขตของแต่ละฝ่าย (ลงนามเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2496)
2.4 ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางทูตและราชการ
(ลงนามเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2505)
2.5 ความตกลงว่าด้วยที่ดิน (ลงนามเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2506)
2.6 ความตกลงทางวัฒนธรรมไทย – ฟิลิปปินส์ (ลงนามเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2518)
2.7 ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการเกษตร (ลงนามเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2522)
2.8 สนธิสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ว่า ด้วยการส่ง ผู้ร้ายข้ามแดน (ลงนามเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2524)
2.9 อนุสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์เพื่อการเว้น
การเก็บ ภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากรในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้
(ลงนามเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2525 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2526)
2.10 ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ (ลงนามเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2526)
2.11 คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission on Bilateral Cooperation - JCBC) (ลงนามเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2535)
2.12 ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว (ลงนามเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2536)
2.13 ความตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ลงนามเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2538)
2.14 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาการเกษตร
(ลงนามเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540)
2.15 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางทหาร (ลงนามเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2540)
2.16 ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่ง สาธารณรัฐ ฟิลิปปินส์ ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม (ลงนามเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2541)
2.17 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขจัดคราบน้ำมัน (ลงนามเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2542)
2.18 ความตกลงทางการค้า (ลงนามเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2542)
2.19 สนธิสัญญาระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ว่าด้วยการโอนตัวผู้ต้องคำ พิพากษา และ ความร่วมมือในการบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในคดีอาญา
(ลงนามเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544)
2.20 ความตกลงแลกเปลี่ยนข้อสนเทศ และจัดตั้งวิธีการดำเนินการในการสื่อสาร
(ลงนามเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2545)
2.21 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร (ลงนามเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2546)
2.22 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในกิจกรรมเกี่ยวกับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
(ลงนามเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2546)
2.23 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายข้าวไทย – ฟิลิปปินส์ (ลงนามเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2553)
2.24 บันทึกความตกลงว่าด้วยการซื้อขายข้าวไทย – ฟิลิปปินส์ (ลงนามเมื่อเดือนมิถุนายน 2554)
ความตกลงที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดทำ
2.24 อนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนไทย – ฟิลิปปินส์ (ฉบับแก้ไข)
2.25 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย – ฟิลิปปินส์
2.26 บันทึกความตกลงว่าด้วยการแลกเปลี่ยนครู
2.27 บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการปราบปรามยาเสพติดและสารตั้งต้นการผลิต
2.28 ถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยการจัดตั้งเวทีหารือด้านพลังงาน ไทย - ฟิลิปปินส
4
3
5
7
 
   
   
   
 
 
 
กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32
ตำบลบ้านต๋อม  อำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา  56000
Webmaster : berm32@hotmail.com